ลักษณะทางกายภาพของผิวหนัง
ชั้น Epidermis เป็น
ผิวหนังชั้นนอกสุด เรียกอีกชื่อว่าหนังกำพร้า สามารถที่จะมีการลอกหลุด
ได้ง่ายและมีการสร้างทดแทนได้ตลอดเวลา สารแบ่งออกเป็นชั้นย่อยๆ
เมื่อดูโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ดังนี้
-
Stratum germinativum หรือ Germinative layer หรือ Malpighian layer เป็นชั้นที่อยู่ล่างสุดของ epidermis เป็น ชั้นที่มีการเจริญมากที่สุด โดยเนื้อเยื่อชั้นนี้จะเจริญ ขยับขึ้นมาสู่ชั้นนอก กลายเป็นเนื้อเยื่อชั้นอื่นๆ สามารถแบ่งได้ออกเป็นสองชั้นย่อยๆ ได้ คือ Stratum basale เป็นชั้นที่มี malanin อยู่ และ Stratum spinosum เป็นชั้นที่มีเซลส์ ลักษณะคล้ายหนาม ประสานกันเป็นร่างแห
-
Stratum granulosum เป็นชั้นที่ถัดขึ้นมา ลักษณะเฉพาะคือ ในเซลส์ของชั้นนี้ จะมีลักษณะ granule เล็กๆ หรือเม็ดเล็กๆ อยู่ภายในเซลส์ เรียกชื่อว่า Keratohyaline granule ลักษณะของนิวเคลียสเริ่มจางลงและค่อยๆหายไป
-
Stratum lucidum เป็นชั้นที่ถัดออกมาด้านนอก เปลี่ยนแปลงมาจากชั้น Stratum granulosum โดยสาร Keratohyaline จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ใสขึ้นเรียกชื่อว่า Eledin จึงทำให้ชั้นนี้มีความใสสว่างกว่าชั้นอื่น
-
Stratum corneum เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุด หนามาก ประกอบไปด้วยเซลส์ที่ตายแล้ว และลอกหลุดออกมาเสมอๆ โปรตีนที่อยู่ในชั้นนี้มีชื่อเรียกว่า Keratin เปลี่ยนแปลงมาจาก eledin ในชั้น Stratum lucidum
การขยับของเซลส์จะขยับมาจากชั้น Stratum germinativum ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยมีการ เปลี่ยนแปลง ลักษณะของเซลส์ไปเรื่อยๆ
ชั้น Dermis เป็นชั้นที่อยู่ใต้ epidermis เปลี่ยนแปลงมาจาก เนื้อเยื่อในกลุ่ม mesoderm ในตัวอ่อน สามารถแบ่งออกได้สองชั้นย่อยๆ คือ
- Papillary layer เป็นชั้นที่ติดกับ eptdermis มีลักษณะเป็นคลื่น และพบพวกปลายประสาท, เส้นเลือด, ท่อน้ำเหลือง, Hair follicle, Sebaceous glands และกล้ามเนื้อเรียบของขน (Arrectorpili muscle)
- Reticular layer ประกอบไปด้วย collagen fiber สานกันอย่างแน่นหนา มีเนื้อเยื่อไขมัน (Asdipose tissue) ปนอยู่มาก และยังพบ เส้นเลือดเส้นประสาท ต่อมเหงื่อ pigment cell และอื่นๆ
วิวัฒนาการของผิวหนัง จะพบว่าในสัตว์จำพวก Amphioxus จะมีผิวหนังที่เป็นโครงสร้างง่ายๆ คือเป็นเซลส์ที่ชั้น epidermis เพียงชั้นเดียว โดยมี glands แทรกตัวปะปนอยู่ด้วย และพบ ชั้น Dermis อยู่ใต้ลงมา เป็นโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน ต่อมามีหลักฐานพบว่า ปลาโบราณจำพวกหนึ่ง (Notophthaimus) เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างของลักษณะของผิวหนังไป โดยพบว่า ชั้น epidermis เริ่มที่จะมีการเพิ่มจำนวนชั้นของเซลส์ ที่ซับซ้อนมากขึ้น มีลักษณะของ cornifiled cells ที่จะเริ่มเจริญกลายเป็นเกล็ด นอกจากนี้ยังเริ่มพบพวก เม็ดสีบ้าง ในชั้น Derrmis นั้นพบวิวัฒนาการจำพวก Glands ต่างๆ ที่มากไปกว่า Amphioxus และพบว่าเริ่มมีเส้นเลือดเข้าไปเลี้ยงในชั้น Drertmis นี้ จากในกลุ่มของปลาโบราณนี้ ได้พัฒนาต่อมาเป็นพวก ปลากระดูกแข็ง, พวก Aquatic amphibians, พวกสัตว์เลื้อยคลาน และกลายมาเป็นพวกสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในที่สุด






0 comments:
Post a Comment